หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคาร

การตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคาร

       ก่อนอื่นขออธิบายลักษณะของรายการ "บัญชีเงินฝากธนาคาร" สักเล็กน้อย บัญชีเงินฝากธนาคารคือ บัญชีหลักสำหรับกิจการ ไว้ใช้บัญทึกการรับเงินค่าขาย หรือค่าบริการจากลูกค้า และเป็นบัญชีสำหรับรายการจ่ายค่าใช้จ่าย ที่เป็นตัวหลักๆ ของกิจการ โดยบัญชีเงินฝากธนาคารโดยทั่วไป จะประกอบด้วยบัญชีเดินสะพัดหรือบัญชีกระแสรายวัน และบัญชีฝากออมทรัพย์ รวมไปถึงบัญชีเงินฝากประจำที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน ที่พร้อมจะแปรสภาพมาให้กิจการใช้สอยได้ทันที ที่เรียกหา

ส่วนบัญชีเงินฝากประจำ ที่มีอายุเกินกว่า 3เดือนขึ้นไปและบัตรเงินฝากธนาคารทั้งหลายนั้น ปัจจุบัoถูกจัดให้ไปอยู่ ในบัญชีเงินลงทุนระยะสั้น และแยกแสดงเป็นรายการต่างหากในงบดุล ซึ่งเป็นไป ตามประกาศของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพานิชย์ เรื่อง การแสดงรายการย่อในงบการเงิน ส่วนอีกหนึ่งบัญชีคือ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ถ้าเป็นในอดีตบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อาจถือเป็น รายการหนึ่ง ในเงินลงทุนก็ได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบันตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์แทบไม่ถึงร้อยละ 1 บาท หรือมีก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ ยุคเศรษฐกิจกำลังรุ่งเรืองสุดขีดดังนั้นในปัจจุบันจึงถือเอาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แสดงรวมไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร และแสดงรวมในหัวข้อ บัญชีเงินฝากธนาคาร ไม่แสดงเป็นเงินลงทุนระยะสั้นเหมือนแต่ก่อน
วิธีตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคาร ควรเริ่มต้นจาก        1. การวิเคราะห์เปรียบเทียบยอดเงินคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบบัญชีปัจจุบันกับวันสิ้นรอบบัญชี ในงวดก่อน แล้วติดตามหาสาเหตุของผลแตกต่าง โดยวิธีการสอบถามจากเจ้าของรายการ หรือผู้เกี่ยวข้อง
      2. ตรวจยันยอดคงเหลือในบัญชีเงินฝากธนาคารแต่ละบัญชีในงวดปัจจุบัน ณ วันสิ้นงวด โดยสอบยันยอดคงเหลือ กับยอดคงเหลือ ณ วันเดียวกันกับสมุดเงินฝากธนาคาร, Bank Statement ตามยอดคงเหลือที่ปรากฏ ณ วันสิ้นงวดบัญชี กรณีที่ยอดคงเหลือตามสมุดบัญชีของบริษัทมียอดคงเหลือไม่เท่ากับยอดตามสมุดเงินฝากธนาคารหรือ Bank Statement ผู้ตรวจสอบบัญชีต้องตรวจสอบกระทบยอดคงเหลือ กับงบพิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคาร ณ วันสิ้นรอบบัญชีเดียวกัน
นอกจากนี้ผู้ตรวจสอบบัญชียังจะต้องตรวจดูความถูกต้องของงบพิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคาร โดยการตรวจย้อนรอยเริ่มตั้งแต่ต้นทางของการทำงบพิสูจน์เงินฝากธนาคารจนได้มา ซึ่งงบพิสูจน์ยอดเงิน ฝากธนาคาร และนอกจากผู้สอบบัญชีต้องย้อนรอยตรวจขั้นตอนของการจัดทำงบ พิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคาร แล้ว ผู้สอบบัญชียังต้องมีหน้าที่ในการตรวจรายการที่ปรากฏเป็นยอดคงค้าง ติดในรายการงบพิสูจน์ ยอดเงินฝากธนาคารอีก เช่น เงินที่รับล่วงหน้าแต่ยังไม่ปรากฏรายการรับเงิน ในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือรายการจ่ายที่ผู้รับเงินยังไม่นำไปขึ้นเงิน หรือตัดบัญชีธนาคาร ด้วยการตรวจการรับ-จ่ายชำระกับสมุด เงินฝากธนาคารและ Bank Statement ภายหลังวันที่ที่ปรากฏ ในงบการเงิน
       ยกตัวอย่าง เช่น เราตรวจความถูกต้องของยอดคงเหลือที่ปรากฏในงบพิสูจน์ยอดเงินฝาก ของธนาคาร ณ วันที่ 31 ธันวาคม กับรายการรับ-จ่ายที่ปรากฏรายการรับ-จ่ายในสมุดเงินฝากธนาคาร หลังจากวันที่ 31 ธันวาคม เป็นต้นไป จนถึงรายการล่าสุด ณ วันที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ ในหมู่ Auditor เรียกวิธีการตรวจนี้ว่า"การตรวจ Subsequent Event" หรือ "การตรวจเหตุการณ์หลังวันที่ในงบ การเงิน" ซึ่งบ่อยครั้งมักจะพบ รายการสอดไส้ในการจัดทำงบพิสูจน์ ยอดเงินฝากธนาคารด้วยวิธีนี้ เป็นส่วนใหญ่ ส่วนวิธีการตรวจสอบในข้อถัดไป ไม่สามารถบรรจุให้จบได้ในตอนนี้ ผมขอยกยอดไป ต่อในตอนหน้านะครับ สวัสดีครับ
ที่มา : http://www.dharmniti.co.th/article19.php

การวางแผนระบบบัญชีสำหรับธุรกิจ SMEs

การวางแผนระบบบัญชีสำหรับธุรกิจ SMEs

        การบัญชีมีคำนิยามต่างๆ กันตามความนิยม แต่ที่ใช้กันมาก ได้แก่คำนิยามของสมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งกล่าวไว้ว่า การบัญชีหมายความถึง การจดบันทึก การจำแนก การสรุปผลละการรายงานเหตุการณ์เกี่ยวกับการเงิน โดยใช้หน่วยเป็นเงินตรารวมทั้งการแปลความหมายของผลการปฏิบัติดังกล่าวด้วย จะเห็นได้ว่าในกระบวนการทำบัญชีนั้น
จะต้องเริ่มด้วยการรวบรวมเอกสารหลักฐานของเหตุการณ์ทางการเงินของธุรกิจหรือเรียกอีกอย่างว่ารายการค้าเพื่อนำมาจดบันทึก เรียงตามลำดับก่อนหลังในสมุดรายวัน แล้วจึงนำมาจำแนกแยกประเภทของรายการค้าในสมุดแยกประเภท จากนั้นทุกรอบระยะเวลา ตามแต่ที่เราต้องการ เช่นทุกเดือน หรือทุกไตรมาส หรือทุกปี ก็จะมาทำการสรุปผลสิ่งที่บันทึกแยกประเภทไว้แล้วนี้ออกมาเพื่อ แสดงฐานะทางการเงิน(งบดุล) ผลการดำเนินงาน (งบกำไรขาดทุน) และผลการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงิน (งบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงิน) ซึ่งงบที่แสดงผลสรุปนี้เรียกรวมว่า งบการเงิน และงบการเงินที่ได้มาก็จะนำมาแปล ความหมายในรูปของการวิเคราะห์งบการเงินต่อไป
ประโยชน์ของการบัญชี
เมื่อมีการจัดทำบัญชีแล้ว กิจการก็จะได้รับประโยชน์จากรายงานทางการการบัญชีในด้านต่างๆมากมายได้แก่
บัญชีทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการควบคุมดูแลทรัพย์สิน เช่นบัญชีแสดงยอดเงินสดคงเหลือย่อมเป็นการบังคับให้ผู้รักษาเงินสด ต้องรับผิดชอบในยอดเงินสดให้ตรงกับที่ปรากฏตามบัญชี
การบัญชีเป็นวิธีการเก็บรวบรวมสถิติอย่างหนึ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริหารในการควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปโดยมี ประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันความผิดพลาดในการทำงาน เช่นไม่หลงลืมจ่ายค่าใช้จ่ายซ้ำ และใช้ตรวจสอบความถูกต้องได้ในภายหลัง ช่วยคำนวณผลกำไรขาดทุนของกิจการสำหรับระยะเวลาหนึ่งรวมทั้งยังช่วยแสดงฐานะของกิจการในขณะใดขณะหนึ่งด้วย
ระบบบัญชี
ระบบบัญชี แบ่งแยกเป็นส่วนย่อยได้ดั้งนี้คือ
1.ระบบการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลรายการทางการเงิน โดยกำหนดแบบพิมพ์หรือเอกสารที่กิจการใช้อยู่แล้วในการทำธุรกิจเช่น ใบส่งสินค้า ใบรับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน ใบสำคัญจ่ายเงิน เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่กิจการจะใช้ในการบันทึก รายการทางบัญชี
2.ระบบในการบันทึกรายการทางเงินเหล่านี้ตามลำดับก่อนหลัง โดยกำหนดประเภทของสมุดรายวันขั้นต้น ซึ่งทั่วไปก็ได้แก่ สมุดรายวันทั่วไป สมุดรายวันขาย สมุดรายวันซื้อ สมุดเงินสด เป็นต้น เพื่อใช้ในการบันทึกรายการดังกล่าว
3.ะบบการแยกประเภทบัญชี โดยกำหนดจากประเภทของสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ ค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสมของแต่ละกิจการ เพื่อใช้ในการผ่านรายการบัญชี
4.ระบบในการจัดทำรายงานในรูปงบการเงินซึ่งได้แก่การวางรูปแบบของงบดุล งบกำไรขาดทุน และรายงานอื่นๆตามที่ี่กิจการ ต้องการ
การวางแผนระบบบัญชี
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าบัญชี คือการรวบรวมข้อมูลรายการค้าของกิจการ ดังนั้นพนักงานทุกคนของกิจการต่างก็มีส่วนอยู่ตลอดเวลาที่ ก่อให้เกิดรายการค้าขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ามีการทำรายการค้าอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น พนักงานคนใดต้อง ทำอะไร ใช้เอกสารแบบพิมพ์อะไร กรอกข้อความอะไรลงในแบบพิมพ์ที่กำหนดนั้นเรียบร้อยแล้วต้องนำส่งให้พนักงานบัญชีอย่างไร และเมื่อพนักงานบัญชีได้รับแล้วจะต้องบันทึกอย่างไร ขั้นต่างๆที่กล่าวข้างต้นคือการวางแผนระบบบัญชีนั้นเอง ซึ่งกิจการโดยทั่วไป พอจะแยกธุรกรรมหลักๆที่ต้องวางหลักการ
ขั้นตอนในการทำงานเพื่อใช้ในการบันทึกรายการทางบัญชีได้ดังนี้
1.ระบบบัญชีสำหรับการจัดซื้อและควบคุมสินค้าคงเหลือ
2.ระบบบัญชีสำหรับการขายและควบคุมลูกหนี้
3.ระบบบัญชีสำหรับการคำนวณต้นทุนในการผลิต
4.ระบบบัญชีสำหรับเงินสดรับ
5.ะบบบัญชีสำหรับเงินสดจ่าย
เมื่อวางระบบกำหนดหน้าที่ของแต่คนได้แล้ว ในการบันทึกรายการทั้งในระดับตามเวลาก่อนหลัง และบันทึกแยกประเภทบัญชี ตลอดจนการจัดทำรายงาน กิจการอาจพิจารณาใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วยได้ซึ่งปัจจุบันมีซอฟแวร์สำเร็จรูปทางบัญชีให้เลือก มากมายในท้องตลาด
ที่มา:อาจารย์สุเทพ ด่านศิริวิโรจน์

มาตรฐานการบัญชี(ปรับปรุง 2552)

มาตรฐานการบัญชี(ปรับปรุง 2552)

มาตรฐานการบัญชี

ในปัจจุบัน มาตรฐานบัญชี หรือ มาตรฐานการบัญชี ของประเทศไทยที่มีการบังคับใช้มีจำนวนทั้งสิ้น 30 ฉบับ แม่บทการบัญชี 1 ฉบับ และการตีความมาตรฐานบัญชีอีก 3 เรื่องดังนี้

มาตรฐานการบัญชี
ฉบับที่มาตรฐานการบัญชีวันถือปฎิบัติ
-แม่บทการบัญชี 
11หนี้สงสัยจะสูญและหนี้สูญ1 กรกฎาคม 2532
24การเสนอข้อมูลทางการเงินจำแนกตามส่วนงาน1 มกราคม 2537 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
25งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
26การรับรู้รายได้สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์1 เมษายน 2537
27การเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของธนาคารและสถาบันการเงินที่คล้ายคลึงกัน (ปรับปรุง 2549)1 มกราคม 2550
29สัญญาเช่า (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551
30ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ1 มกราคม 2539
31สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551
32ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์1 มกราคม 2542
33ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ1 มกราคม 2551
34การบัญชีสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (ปรับปรุง 2545)1 มกราคม 2545
35การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551
36การด้อยค่าของสินทรัพย์1 มกราคม 2542 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
37การรับรู้รายได้1 มกราคม 2542
38กำไรต่อหุ้น1 มกราคม 2542
39นโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชีและข้อผิดพลาด (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551
40การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน1 มกราคม 2542
41งบการเงินระหว่างกาล (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551
42การบัญชีสำหรับกิจการที่ดำเนินธุรกิจเฉพาะด้านการลงทุน1 มกราคม 2543
43การรวมธุรกิจ (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551
44งบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการ (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2550 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
45เงินลงทุนในบริษัทร่วม (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2550 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
46ส่วนได้เสียในการร่วมค้า (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2550 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
47การเปิดเผยข้อมูลของรายการระหว่างบุคคลและกิจการที่เกี่ยวข้องกัน1 มกราคม 2543 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
48การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลสำหรับเครื่องมือทางการเงิน1 มกราคม 2543 (ยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด)
49สัญญาก่อสร้าง (ปรับปรุง 2550)1 มกราคม 2551
51สินทรัพย์ไม่มีตัวตน1 มกราคม 2551
52เหตุการณ์ภายหลังวันที่ในงบดุล (ปรับปรุง 2549)1 มกราคม 2550
53ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น1 มกราคม 2548
54การดำเนินงานที่ยกเลิก1 มกราคม 2548
การตีความมาตรฐานการบัญชี
เรืองที่เรื่องวันถือปฎิบัติ
2งบการเงินรวม-บริษัทย่อยที่เป็นกิจการเฉพาะกิจ1 มกราคม 2542
3เครื่องมือทางการเงินแบบผสมที่ออกโดยสถาบันการเงิน17 มิถุนายน 2542
9สินทรัพย์ที่ลูกหนี้โอนให้เพื่อชำระหนี้31 ธันวาคม 2546 ใช้แทนการตีความเรื่องที่ 1

สรุปมาตรฐานบัญชี และการตีความมาตรฐานการบัญชีที่ใช้ในปัจจุบัน
ปรับปรุง ณ 2 มกราคม 2551

มาตรฐานบัญชีสากล (IFRS, US GAAP)

ปัจจุบันหลายๆบริษัทชั้นนำของประเทศไทยโดยเฉพะในกลุ่ม Bank ให้ความสำคัญกับมาตรฐานบัญชีสากลเป็นอย่างมาก รายละเอียดเพิ่มเติมจะนำมากล่าวต่อไป